งานราชการสำคัญไฉน งานเอกชนดีอย่างไร by Jobdynamo

หน้าหลัก > บทความ > งานราชการสำคัญไฉน งานเอกชนดีอย่างไร


งานราชการสำคัญไฉน งานเอกชนดีอย่างไร

24 december 2553 (เข้าชมแล้ว 2924 ครั้ง)

คนที่จบการศึกษาใหม่ ๆ หลายคนสับสนพอสมควรในการทำงานว่างานที่ตนเองต้องการจะทำนั้นควรเป็นงานในองค์กรเอกชนหรือทำงานในหน่วยราชการดี หลายคนมองที่ค่าจ้างและรายได้เป็นหลัก ซึ่งอันนี้แน่นอนครับ เอกชนมักจะให้ค่าจ้างที่แพงกว่าก็เลยทำให้ไปทำงานเอกชนแทน ในขณะที่บางคนมีพ่อแม่คอยกระตุ้นและผลักดันให้ทำงานในหน่วยงานราชการ ด้วยอาศัยประสบการณ์และความเชื่อตลอดจนคติว่า สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยงดังนั้นเอาเป็นว่าคราวนี้เรามองกันในแง่มุมของการเปรียบเทียบในด้านต่าง ๆ เผื่อว่าอาจจะเป็นข้อมูลให้หลาย ๆ คนใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกงานที่ทำก็ได้

ประการแรกครับ 
เรื่องรายได้ อันนี้แน่นอนครับ ยังคงเห็นกันอย่างชัดเจนว่า เอกชนจะจ้างใครมักจะให้ค่าจ้างค่าแรงนั้นสูงกว่าทางราชการอยู่แล้ว เพื่อจูงใจให้คนเก่ง ๆ เข้ามาทำงานกับองค์กร จริง ๆ ราชการที่มีระบบการสอบคัดเลือกก็อยากจะได้คนเก่งคนดีเหมือนกันนั่นแหละครับ และในหน่วยราชการหลาย ๆ แห่ง ก็มีสิทธิคัดคนดีเข้าไปทำงานเช่นกันครับ (เพียงแต่บางองค์กรมีเด็กฝาก มีเด็กเส้นเข้ามาด้วย แต่ก็ไม่ถือว่าจะทำให้องค์กรเสียหายมากนัก) โดยส่วนใหญ่ค่าจ้างก็มักจะต่างกันประมาณเกือบเท่าตัว เช่น สมมุติว่าจบปริญญาตรี ถ้าเข้าทำงานในหน่วยราชการก็อาจจะได้ประมาณ 6 พันเศษ ๆ ต่อเดือน ซึ่งถือว่าไม่มากนักครับ ผิดกับคนที่จบปริญญาตรี ถ้ามีความรู้ความสามารถพอประมาณ หากเข้าทำงานกับบริษัทเอกชนก็จะรับเงินเดือนอยู่ที่ประมาณหมื่นสอง หรือหมื่นสามพันบาท และพอทำงานกันไปสักระยะ เงินเดือนราชการจะค่อย ๆ กะเถิบขึ้นไปทีละน้อยและเริ่มห่างกัน บางคนทำราชการติดต่อกันตั้งแต่จบชั้นปริญญาตรี ทำ 5 6 ปี เงินยังไม่ถึงหมื่นบาทเลยครับ ในขณะที่เอกชนจะโดดไปเร็วมาก ยิ่งถ้าหากขยันขันแข็ง ทำงานอาจจะได้รับเงินเดือนประมาณ 3 5 หมื่นบาททีเดียวล่ะครับ

ค่าจ้างในระบบราชการจะเดินไปช้า ๆ ครับกว่าจะได้มากพอสมควรก็ต้องอาศัยเวลาเป็นสิบ ๆ ปีเป็นหลัก แต่ก็จะขยับขึ้นไปอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะหากทำราชการแบบที่เขาเรียกกันว่าประเภทความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฎ ก็จะขยับไปเรื่อย ๆ ไม่มีเพดานคอยกำหนด แต่ในขณะที่บริษัทเอกชนเริ่มจะหันมาทบทวนกับพวกที่ทำงานมานาน เงินค่าจ้างที่ได้รับชักเริ่มสูง เริ่มจะมีการกั๊กเพดานเอาไว้บ้าง ต้องปรากฎว่ามีฝีไม้ลายมือจริง ๆ เงินค่าจ้างจึงจะสูงตามไปด้วย หากทำงานไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น เอกชนจะเริ่มมาคิดแล้ว ถ้าจ้างคน ๆ นี้กินค่าจ้างเดือนละ 7 8 หมื่น แต่ไม่มีอะไรเด่น สู้เอาออกมาแล้วยังสามารถเอาค่าจ้างไปจ้างเด็ก ๆ ที่จบมาใหม่ได้ตั้งหลายคน อันนี้แหละคือความจริงและความเจ็บปวดที่คนทำงานในภาคเอกชนหลายคนเคยประสบมา

กลายเป็นว่าปรัชญาการทำงานของเอกชนเข้าทำนองประเภทของหมาล่าเนื้อครับ คือ พอหมดเขี้ยวเล็บแล้วก็จะโล๊ะทิ้งไป ไปเอาใหม่ประเภทแข็งแรง แข็งแกร่ง มีเขี้ยวเล็บมากกว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง หากคิดจะทำงานเอกชนเงินดี ก็ต้องคิดและทำใจ กลายเป็นว่าเมื่ออายุมากขึ้นยิ่งเหนื่อยหรือเข้าข่ายประเภทยิ่งสูงยิ่งหนาว แต่ในราชการนั้นก็จะค่อย ๆ ขยับจนแทบดูเหมือนว่าบางปีเงินเดือนจะไม่ขึ้นด้วยซ้ำ เอกชนบางแห่งยังมีเงินโบนัสมาล่อใจอีกแน๊ะ !

ในด้านลักษณะการทำงานนั้น แม้ว่าในการ Recruit คนนั้น ราชการจะต้องการคนเก่งเข้าไปทำงานแล้ว แต่เมื่อเข้าไปทำงาน ลักษณะงานจะถูกจัดเป็นระบบอยู่แล้ว เจ้านายสั่งการอะไร มีแนวนโยบายการทำงานอย่างไรก็ทำไปยังงั้น อย่าไปอวดเก่ง อวดดี รู้มาก อย่าไปมีหัวเสธหรือเข้าประเภท creative อะไรมากนัก เพราะคนอื่น ๆ ที่เขาอยู่แบบสบาย ๆ อยู่แล้วจะหมั่นไส้เอา เรียกว่าไม่ต้องถึงปีหรอกครับ ทำราชการซักประมาณ 3 6 เดือนก็รู้งานแล้วว่าจะต้องทำอะไร ชาวบ้านบอกว่าหลับตาทำก็ได้เพราะรูปแบบและลักษณะงานจะคล้าย ๆ กัน บางคนก็เลยถือโอกาสเอาเวลาไปดูแลนาย (เท่านั้นยังไม่พอ ตามไปรับใช้เมียนายและลูกนายอีก) เรียนรู้การทำงานของเจ้านาย พออายุงานมากขึ้นประมาณ 15 ปี ก็จะเลื่อนขึ้นในตำแหน่งที่สูงขึ้นและไม่ต้องไปลงมือทำงานเองแต่จะมีลูกน้องคอยรับคำสั่ง เพียงแต่ดูงานให้เป็นและสั่งงานให้เป็นเท่านั้นพอ ก็พอเหมาะพอดีกับการที่มีอายุมากขึ้น และสังขารเริ่มร่วงโรยไป ใครที่รับราชการนาน ๆ ก็จะติดครับ และถ้าให้ออกไปทำเอกชน บางคนถึงไม่ยอม ขออยู่กับระบบราชการไปจนกว่าจะเบื่อและแก่ไปเอง อะไรทำนองนั้น

ตรงนี้ก็จะต่างกับเอกชนมากเลยครับ ! เพราะในงานเอกชนนั้นต้องการคนทำงานที่ทำงานทุ่มเท มีความคิดสร้างสรร มีจินตนาการ มีความกระตือรือร้น พัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ในองค์กรเอกชนมักจะส่งเสริมให้คนทำงานมาซักระยะได้ไปฝึกอบรมเพิ่มเติมและพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ แต่ในขณะที่ทางราชการเองบางครั้งขอร้องแกมบังคับให้ไปฝึกอบรมยังไม่ไปเลย เพราะคิดว่าไปพัฒนาความรู้เพิ่มเติมมา ภาระงานก็ยิ่งมากขึ้น ในขณะที่เงินเดือนก็เท่าเดิม คนอื่นจะสบายกว่า ยังรับเงินเดือนเท่ากันแล้ว ยากส์ครับที่จะไป ยกเว้นไปร่วมสัมมนาแถวพัทยา ไปเซ็นชื่อและเที่ยวทะเลยังงี้ละชอบคนทำงานเอกชนรู้ว่า การไปฝึกอบรมเป็นเสมือนการไปติดเขี้ยวเล็บหรือทักษะนั้น หมายถึง ค่าจ้าง ค่าตัวที่เพิ่มขึ้นครับ เผลอ ! ถ้าไม่ Commiment อะไรที่จะต้องกลับมาใช้ทุน อาจจะลาออกไปอยู่ที่อื่นด้วยซ้ำ

ในด้านศักดิ์ศรีอันนี้ราชการย่อมดีกว่าแน่ครับ เพราะในราชการจะมียศ มีตำแหน่ง เวลาไปติดต่อราชการ ด้วยกันเอง มักจะได้รับความสะดวก (ในขณะที่เอกชนบ่อยครั้งมีติดปลายนวม ต้องเสียค่าอำนวยความสะดวก) ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วยแล้ว สบายครับ อันนี้คิดแบบธรรมดา ไม่ได้คิดมากมายในการอวดยศ หรือเบ่งอะไร ทั้งนี้เอกชนบ่อยครั้งจึงต้องอิงอาศัยระบบราชการ หรือตัวราชการคอยช่วยอำนวยความสะดวกให้ สำหรับในด้านสวัสดิการของงานราชการนั้นอันนี้ก็ใช่ว่าจะแตกต่างกันมากมายเท่าใดนักเพราะหากเป็นองค์กรเอกชนที่เป็นบรรดาพวกบริษัทใหญ่ ๆ นั้น สวัสดิการก็จะดีมากครับ ไม่ว่าจะเป็นพวกรถประจำตำแหน่ง ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนดี ๆ หรือสวัสดิการค่าเล่าเรียนบุตร ยังงี้ก็จะมีการจัดทำให้มีการจัดสวัสดิการให้กู้เงินเพื่อสร้างบ้านในราคาถูก หรือถึงมีดอกเบี้ยก็เป็นอัตราที่ต่ำ แต่ถ้าเป็นบริษัทห้างร้านขนาดเล็กก็อาจจะไม่ค่อยมีให้ครับ อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอื่น ๆ อีกด้วย ส่วนราชการนั้นสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลนั้นเป็นสิ่งจำเป็นครับเพราะมนุษย์เรานั้นย่อมจะมีการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าค่ารักษาพยาบาลแพง โดยรัฐบาลไม่ยอมช่วยเหลือ ลูกเมีย หรือคนในครอบครัวก็จะแย่และได้รับความเดือดร้อนครับ ดังนั้นในระบบราชการยังไงบรรดาค่ารักษาพยาบาลรัฐก็ยังจัดให้เป็นสวัสดิการ ไม่ทอดทิ้งเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน

ทีนี้เรามามองกันไกลถึงชีวิตในบั้นปลายกันบ้าง ในระบบราชการนั้น มองเห็นความอดทนทำงานของข้าราชการว่าได้ยอมรับเงินเดือนอันแสนจะต่ำ ดังนั้นในระบบราชการนั้นจึงมีทั้งเงินที่เราเรียกว่า เงินบำเหน็จและเงินบำนาญ ให้ตอบแทน ซึ่งโดยปกติทั่วไปนั้น ข้าราชการที่ทำงานรับราชการติดต่อกันมานานต่อเนื่องถึง 10 ปี หากลาออกก็จะได้รับเงินก้อนหนึ่งไป เรียกว่า บำเหน็จ ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็ไม่มากนักหรอกครับแต่ก็ถือว่าเป็นเงินตอบแทนและช่วยเหลือ แต่ถ้ารับราชการติดต่อกันไปยาวนานถึง 25 ปี แล้วไปลาออกก็มีสิทธิในการที่จะเลือกเอาระหว่างเงินก้อนหนึ่งคือ บำเหน็จ ซึ่งถึงตอนนี้จำนวนเงินก้อนหรือเงินบำเหน็จก็จะมากขึ้น หรือจะเลือกเอาเงินที่จ่ายรายเดือน แบบเป็นเดือน ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตาย ซึ่งเมื่อตอนรับบำนาญนั้น เงินบำนาญที่รับก็จะไม่เท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่เคยรับหรอกครับ จะลดลงเพราะต้องนำไปคำนวณในเรื่องวันลาหรือมีช่วงแบบทวีคูณ อะไรทำนองนี้ มาร่วมในการคำนวณด้วย อาจจะได้รับประมาณ 60 70 % ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่เคยได้รับ ก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ ไม่ต้องไปง้อขอลูกหลานในตอนแก่ พอตายไปทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ยังจะมีสิทธิในการที่จะได้รับอีกราว ๆ 30 งวด แต่ตอนหลังนี้คนพอออกก็ได้รับแค่เงินเดือนเดือนสุดท้ายก็ถือว่าจบกัน เพราะบริษัทนายจ้างอาจจะถือว่าได้เคยให้เงินเดือนสูงไว้แล้ว ต้องไปบริหารจัดการเอาเอง อันนี้ก็จะเป็นฉากสุดท้ายของในแต่ละทางเดินของชีวิตลูกจ้างแต่ละคนว่าจะปิดฉากแบบไหน

หลายคนมองภาพในอนาคตแบบนี้แล้วจึงเลือกทางเดินแบบชีวิตราชการ คือ ยอมลำบากรับเงินเดือนน้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ก่อน แล้วยอมรอไปมีเงินใช้ตลอดไปในบั้นปลายของชีวิต ในระหว่างนั้นก็อาจจะยอมทำรายได้เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปก่อนก็ยังพอไหว แต่ยังไงคิดยังไงก็ยังสบาย ถ้าคิดกันจริง ๆ การทำงานราชการนั้นทำให้มีค่าของการมีทรัพยากรมนุษย์แอบแฝงอยู่ ไม่ใช่คนทำราชการไม่เก่งนะครับ มีเก่งแบบธรรมดาและเก่งมาด้วย เพียงแต่ว่าไม่ได้นำเอาศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้งานอย่างเต็มที่เต็มพิกัด แล้วยิ่งนาน ๆ ไป ก็จะยิ่งเจอความสบายเลยทำให้เสียนิสัยติดไปเลยก็มี ผิดกับการทำงานเอกชน ยิ่งมีเท่าไหร่ต้องเค้นออกมาใช้ให้มากที่สุด

มีบริษัทเอกชนหลายแห่งจะเริ่มคิดมากครับ หากมีคนที่เคยรับราชการนาน ๆ แล้วมาสมัครทำงานในบริษัทเอกชน เพราะคนที่อยู่ในระบบราชการก็จะซึมซับเอาความเป็นราชการเข้าไว้ในสายเลือดโดยไม่รู้ตัว เช่น การทำงานไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ไม่ active ไม่เร่งงาน แต่ใครที่เคยทำงานเอกชน พอทำงานราชการได้ซักระยะ ตรงนี้ราชการไม่ค่อยกลัวเพราะอีกซักพักก็จะกลืนกลายไปเองโดยอัตโนมัติ
ปัญหาหนักอกหนักใจประการหนึ่ง คือ คนที่จบมาแล้ว บ่อยครั้งยากที่จะตัดสินใจครับ เพราะว่าหากหันไปทำงานกับเอกชนแล้วถ้าจะอยากมาทำราชการก็จะเกิดปัญหาในเรื่องของการวิ่งตามไม่ทันเพื่อน อันนี้ยาก (นอกจากจะมีกำลังภายในจริง ๆ เส้นสายใหญ่ ๆ ไปตามนักการเมืองหรือประเภทมีธุรกิจแล้ว จะอยู่เฉย ๆ ก็ลำบากเลยทำราชการแก้กลุ้มไปวัน ๆ อะไรทำนองนั้น) หรือตัวเองอยากจะทำบริษัทเอกชน แต่พ่อแม่มักจะลุ้นให้ทำราชการอะไรเหล่านี้ก็คงเหนื่อยอีกนั่นแหละครับ
งานเอกชนนั้นจะไปผูกโยงหรือวิ่งตามธุรกจิหรือเศรษฐกิจครับ เมื่อเศรษฐกิจมีขาขึ้น มีขาลง ความมั่นคงหรืองานที่ทำของเอกชน ซึ่งรวมถึงรายได้ต่าง ๆ ก็จะมีขาขึ้นและขาลงตามไปด้วย ซึ่งก็ไม่ง่ายที่จะคาดเอาว่า เศรษฐกิจต่อไปในอนาคตจะเป็นเช่นไร

 

ก็มีคนเคยเสนอแนะว่า ถ้ารับราชการก็ต้องหาคู่ที่ทำงานเอกชนนั้นแหละจะดีกว่าจะได้ช่วยค้ำจุนกัน ถ้าเอกชนไม่ดี ใครต้องตกงานอย่างน้อยก็จะยังมีราชการช่วยประคองไป แต่ถ้าไม่ทำยังงี้ก็พึ่งพากันลำบาก หากทั้งคู่รับราชการด้วยกันรายได้ก็น้อย แถมจะเฉื่อยชาในชีวิตลงเรื่อย ๆ และเผลอ ๆ จะพลอยให้ลูกเฉื่อยไปด้วย อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะเท่านั้น

 

เป็นไงครับ การจะทำงานราชการหรือเอกชนก็ต้องค่อยๆ หาข้อมูลในสายงานหรือในสายวิชาชีพที่จบมาประกอบด้วยครับว่าจะเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญต้องมีใจรักมาก ๆ ครับ อาจทำอะไรที่จะต้องฝืนมากไป เพราะในชีวิตเกือบทั้งชีวิตคุณจะต้องอยู่ในโลกใบนั้นไปอีกนานจนทนไม่ไหวนั่นแหละครับ ! 
 

 สวัสดีครับ

 

ที่มา : friendjob.com

Share |

ทำไมเพื่อนในที่ทำงานไม่ชอบคุณ
ทำไมเพื่อนในที่ทำงานไม่ชอบคุณ
คำขวัญวันสงกรานต์
คำขวัญวันสงกรานต์,คำขวัญ,วันสงกรานต์

คุณคิดว่า “ขยัน อดทน ไม่มีปากเสียง ไม่เถียงหัวหน้า รับผิดชอบ” เป็นคุณสมบัติของคนทำงานที่เพียงพอต่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจริงหรือเปล่า
คุณคิดว่า “ขยัน อดทน ไม่มีปากเสียง ไม่เถียงหัวหน้า รับผิดชอบ” เป็นคุณสมบัติของคนทำงานที่เพียงพอต่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจริงหรือเปล่า หรือเพียงพอหรือเปล่า
วันสงกรานต์ไทยในแต่ละภาค
วันสงกรานต์ไทยในแต่ละภาค ภูเก็ต เชียงใหม่ อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ พัทยา

7 วิธีเป็นสุดที่รักของเจ้านาย
7 วิธีเป็นสุดที่รักของเจ้านาย
ปัจจัยและผลลัพท์ที่มีผลต่อความพึงพอใจในงาน
ปัจจัยและผลลัพท์ที่มีผลต่อความพึงพอใจในงาน





Read More...